ประวัติ และประสบการณ์ทำงาน
แผงหนังสือเปลี่ยนชีวิต
‘ปริญโรจน์’ (ปริญญา โรจน์อารยานนท์) เกิดในครอบครัวชนชั้นกลาง โตมากับร้านขายเครื่องเขียนแบบเรียน ‘ศรีบูรพา’ ของพ่อ ที่หัวมุมหน้าร้านเป็นแผงขายหนังสือพิมพ์ที่แม่ดูแลเสมือนห้องสมุดที่มีอิทธิพลต่อชีวิตการทำงานของเขาตลอดมา.
“ผมชอบอ่านประวัตินักประดิษฐ์คิดค้นสำคัญที่แทรกอยู่ในหนังสือการ์ตูน มันน่าทึ่งมาก ขนาดจากโลกไปตั้งนานแล้วคนยังเขียนยกย่องเชิดชู! มันช่วยเปิดสมองผมตั้งแต่เด็กว่าโตขึ้นเราน่าจะทำอะไรดีๆ ทิ้งไว้แบบเขาบ้าง.”
แรงบันดาลใจที่ทำให้ ปริญโรจน์ อยากเป็นสถาปนิกเกิดขี้นก่อนใกล้จบ ม.ศ. 3 ที่ปานะพันธุ์ เมื่อเห็นตึกเรียนคอนกรีตเปลือยหลังใหม่ล้ำยุคของ อาจารย์ องอาจ สาตรพันธุ์ สร้างเสร็จ. แต่พอได้เข้าเรียนสถาปัตย์จุฬาฯ จริงๆ เขากลับตื่นตาไปกับหนังสือ graphic design ในห้องสมุดคณะตั้งแต่อยู่ปีแรก.
“มันเหมือนภาพต่อจากแผงหนังสือพิมพ์ของแม่ ผมรู้ว่าได้พบสิ่งที่ใช่ในชีวิตแล้ว! หนังสือผลงานของ Bob Gill มีอิทธิพลต่องานออกแบบของผมตั้งแต่ยุคแรกๆ เช่นปก Thailand in the 1980's กับ In Retrospect.”
“ช่วงเวลาที่มีความสุขและน่าจดจำตอนผมเป็นนิสิตก็ช่วงอยู่ปี 3 มีเพื่อนชวนไปช่วยทำกิจกรรมในตำแหน่งศิลปกรรมจุฬาฯ ได้สนุกกับงานออกแบบกราฟิกที่พิมพ์ออกมาใช้งานจริง ได้พบเพื่อนใหม่ต่างคณะจำนวนมากที่ทำงานทุ่มเทเพื่อสังคมตามกระแสที่ส่งต่อมาจาก 14 ตุลา 2516. ปีนั้นพอดีเกิดเหตุการณ์ 6 ตุลา ผมกลัวไม่ปลอดภัย ต้องหลบไปอยู่บ้านญาติสลับบ้านเพื่อนในกรุงเทพฯ พอเหตุการณ์คลี่คลายลองประเมินตัวเองดูจะกลับเข้าไปเรียนต่อก็ไม่มีทางได้เป็นสถาปนิกที่ดีได้เพราะเป็นคนบอดทิศทางไม่ถนัดงาน 3 มิติ สู้เอาเวลาที่จะเสียไปอีก 2-3 ปีออกไปทำงานที่ใช่ เรียนรู้ด้วยตัวเองน่าจะรุ่งกว่า”
ทำให้ในเวลาต่อมา ปริญโรจน์ กับ ปราสาท วีรกุล เพื่อน ต.อ. รุ่น 35 ได้รวมตัวกับนักกิจกรรมฝ่ายสาราณียกรจุฬาฯ รุ่นน้อง ก่อตั้ง Dear Book ทำงานออกแบบผลิตสิ่งพิมพ์ให้บริษัทยาต่างประเทศเป็น literature ที่ใช้แนะนำยาใหม่ๆ ให้หมอ.
จุดเปลี่ยนสำคัญของ Dear Book อยู่ในช่วงปี 2532 ถึง 2533 ที่ ปราสาท วีรกุล กับ สุรพล เวสารัชเวศย์ บุกเบิกการจัดหน้าหนังสือบนคอมพิวเตอร์ โดยมี สุรพล กับ ปริญโรจน์ ร่วมกันสร้างแบบตัวพิมพ์ดิจิตอลตระกูล DB สิบกว่าฟอนต์ขึ้นมาใหม่ ใช้แทนตัวขูดจากแผ่นอักษรลอกและแทนตัวเรียงพิมพ์ด้วยแสงเป็นแผ่นโบร์ไมด์ที่ต้องเอามาจัดเรียงแปะทำอาร์ตเวิร์คบนกระดาษแข็ง. ระหว่างที่มี DB Silom ใช้เองเพียงฟอนต์เดียวนั้น Dear Book ได้งานออกแบบผลิตหนังสือรายงานประจำปี (ภาพชุดช้างของ SCG) ที่ทำอาร์ตเวิร์คทั้งเล่มบนคอมพิวเตอร์เป็นครั้งแรกของเมืองไทย. พอเริ่มทำฟอนต์แปลกๆ เช่น ตัวอ่าน (text type) ทรงเรขาคณิตอย่าง DB Fongnam, ตัวอวด (display type) หนาสุดอย่าง DB Erawan, ผอมสุดอย่าง DB Patpong ออกมา ก็ยิ่งทำให้ลูกค้าอยากลองประสบการณ์ใหม่ๆ กับ Dear Book.
“เราไม่ได้เก็บฟอนต์ไว้ใช้คนเดียว เพื่อนฝูงในวงการออกแบบก็แชร์ฟอนต์ DB ไปใช้งานได้ผ่านเครื่อง imagesetter ที่ สุรพล เปิดบริการ. แต่เพียงไม่กี่ปีไฟล์ฟอนต์ DB ก็หลุดไปอยู่ร้านเพลตโรงพิมพ์ชั้นนำที่เขามีทุนมากกว่าเราเยอะ ลูกค้าของ Dear Book Imaging Center เลยพากันทยอยส่งไฟล์งานไปโรงพิมพ์โดยตรงไม่ผ่านเรา. จะไปเรียกร้องความเป็นธรรมก็ไม่ได้เพราะเราถูกละเมิดตอนกฎหมายคุ้มครองทรัพย์สินทางปัญญายังไม่คลอด.”
9 มกราคม 2537 สุรพล เสียชีวิตไปอย่างกระทันหันด้วยโรคภูมิแพ้ทางเดินหายใจขั้นรุนแรง ผู้คนที่มาร่วมไว้อาลัยเขาในงานศพคืนแรกมีทั้งคนจากวงการออกแบบโฆษณาประชาสัมพันธ์ วงการพิมพ์ เพื่อนอาจารย์มหาวิทยาลัย ลูกศิษย์ ฯลฯ แน่นศาลาไปหมด มันยืนยันได้ชัดเจนว่าเขามีคุณค่าเพียงไรต่อคนในวงการออกแบบยุคนั้น. “หลับให้สบายเถิดเพื่อน, อะไรดีๆ ที่มึงทำไว้กูจะทำแทนไม่ต้องห่วง” ปริญโรจน์ ให้คำสัญญาที่หน้าโลงศพเพื่อน จากนั้นอะไรที่เขาไม่เคยคิดจะทำก็ได้ทำ ทั้งเขียนบทความให้ความรู้ ความคิดเห็น (นามปากกา Prinya R. nont และ ปริญโรจน์), ไปสอนนักศึกษาทุกแห่งทุกครั้งที่ได้รับเชิญ ไปเป็นวิทยากรให้ความรู้คนที่เข้าร่วมประกวดฟอนต์ตระกูล TH ฯลฯ.
“เสียเพื่อนร่วมงานสำคัญไปยังไม่พอ ผมยังโดนวิกฤตต้มยำกุ้งซ้ำเติมจนแทบจะเลิกฝันถึงความสำเร็จส่วนตัวแบบประวัตินักประดิษฐ์สร้างสรรค์ที่เคยอ่านตอนเด็กๆ ไปเลย คิดแค่เรื่องทำงานที่อยู่กับปัจจุบันให้เต็มที่แล้วเอามาเขียนมาสร้างแรงบันดาลใจให้นักศึกษาในมหาวิทยาลัยเหมือนอย่างที่ สุรพล เพื่อนผมเคยทำไว้.”
วิกฤตต้มยำกุ้งในปี 2540 ทำให้ลูกค้าหลักของ Dear Book ที่ส่วนใหญ่อยู่ในตลาดหลักทรัพย์และรัฐวิสาหกิจใหญ่ๆ พากันประหยัดตัดงบประมาณประชาสัมพันธ์องค์กร ส่งผลกระทบต่อรายได้หลักอย่างรุนแรง ทำให้ Dear Book ปิดตัวไป แต่ฟอนต์ตระกูล DB ยังอยู่เป็นทรัพย์สินทางปัญญาที่ต่อยอดจนฟื้นตัวกลับมาได้ในภายหลัง. เขากับพนักงานที่เหลือมาไม่กี่คนยังคงก้มหน้าก้มตาทำงานออกแบบสิ่งพิมพ์ใช้หนี้เก่าร้านกระดาษ โรงพิมพ์ ต่อไปจนครบในนาม DB Designs และค่อยๆ ผันตัวเองไปออกแบบฟอนต์ขายอย่างเดียวภายใต้แบรนด์ DB Font ในช่วงที่เทคโนโลยีฟอนต์เปลี่ยนเข้าสู่ยุค Unicode. “ผมยังมีความทรงจำที่ดีจากแผงหนังสือพิมพ์ของแม่ คือผมไม่ได้แค่ชอบอ่านหนังสือแต่ชอบสังเกตดูแบบตัวอักษรสวยๆ ไปด้วย มันย้อนกลับมาใช้ประโยชน์ตอนกลับมาออกแบบฟอนต์ขายได้อย่างเหลือเชื่อ!”
แนวคิด และกระบวนการทำงาน
ทําสิ่งที่ยังไม่เกิด
เมื่อ ปริญโรจน์ เจองานที่น่าสนใจในหนังสือกราฟิกฝรั่งเป็นต้องอ่านคำบรรยายเพื่อค้นหาแนวคิดที่มา ศึกษาบ่อยเข้าก็พบความจริงว่า งานที่ดีมักถูกสร้างขึ้นเพื่อตอบโจทย์เฉพาะเจาะจงของมันได้อย่างลงตัว ส่วนงานที่ดีเยี่ยมต้องที่มีวิธีการสื่อสารที่เกิดขี้นเป็นครั้งแรก ใครจะเลียนไปใช้ซ้ำก็ไม่ได้ หรือถึงได้ก็ขาดคุณค่าของความเป็นต้นแบบไปแล้ว. เขาเรียกแนวคิดที่เขายึดถือในการทำงานว่า ‘Targeting Originality’.
“แทบทุกครั้งก่อนเริ่มทำงานออกแบบผมจะตั้งเป้าสูงไว้ก่อน คือ ‘ทำสิ่งที่ยังไม่เกิด’ ส่วนที่ว่าจะทำให้เกิดขึ้นได้หรือเปล่านั้นมันอาจขึ้นอยู่กับข้อจำกัดโน่นนี่รวมทั้งความสามารถของตัวผมเองที่ยังมีไม่พอ”
บางครั้งงานที่ดูเหมือนเรียบง่ายนั้นอาจซ่อนคุณค่าพิเศษไว้โดยอาศัยไหวพริบเพียงเล็กน้อย “วงการเรขศิลป์เคยมีการเชิญชวนให้คนออกแบบโปสเตอร์ ‘ทรงพระเจริญ’ ส่งมาจัดแสดงเฉลิมฉลองวาระพิเศษครบเจ็ดรอบในหลวง ร.๙ ร่วมกัน ผมคิดว่าในวันเปิดแสดงน่าจะเต็มไปด้วยงานอักขรศิลป์ที่งดงามมากมายอยู่แล้ว จึงอยากลองทำอะไรที่ดูเรียบๆ ไปร่วมแสดงให้เกิดความหลากหลาย. เริ่มจากความคิดที่ว่าเสียงเพลงพระราชนิพนธ์น่าจะเป็นสิ่งแทนความสุขที่คนไทยทุกชนชั้นได้รับจากพระองค์ ถ้าเอาคำทรงพระเจริญมาทำเป็นตัวโน้ตบนบรรทัด 5 เส้น ผสมเครื่องหมาย แฟล็ต ชาร์ป แทนสำเนียงแจ๊สเข้าไป ก็น่าจะเป็นตัวแทนเสียงของชาวไทยที่เปล่งถวายความสุขให้พระราชาเป็นการตอบแทน. ในวินาทีที่เส้นร่างดูเหมือนจะจบแล้ว ผมนึกขึ้นมาได้ว่าในการเขียนโน้ตดนตรีเขามีเครื่องหมายคล้าย colon ที่เรียกว่า repeat sign เอาไว้ใส่กำกับช่วงที่ต้องเล่นโน้ตซ้ำ ผมจึงใส่จุดคู่เพิ่มเข้าไปทั้งหัวและท้ายโน้ตทรงพระเจริญ. นี่น่าจะเป็นวิธีเดียวที่ทำให้คำทรงพระเจริญเป็นเสียงที่เปล่งออกมาทวนซ้ำถวายพระองค์ท่านอย่างไม่รู้จบ และถ้าไม่ปรากฏหลักฐานว่าเคยมีใครในโลกใช้วิธีนี้มาก่อนก็เท่ากับผมได้บรรลุเป้าหมายความเป็นต้นแบบแล้ว.”
กระบวนการทำงานของ ปริญโรจน์ จะเน้นไปที่การตั้งคำถาม เพราะเชื่อว่าคำถามที่ดีจะนำไปสู่คำตอบที่สดใหม่เสมอ. ตั้งแต่ พ.ศ. 2532 ปีแรกที่เริ่มหัดออกแบบฟอนต์ไทย เขาตั้งคำถามว่า จำเป็นหรือที่จะต้องออกแบบไล่จากอักษร ก ไปถึง ฮ ? คำตอบคือไม่ใช่แน่เพราะไม่เป็นระบบเอาเลย. แล้วทำยังไงให้คนออกแบบเห็นความเป็นระบบระหว่างอักษรทั้งชุดได้ง่ายๆ ? คำตอบก็คือ เอาตัวที่มีส่วนคล้ายกันมาจัดเรียงต่อกันไปแบบ Scrabble! กลายเป็นตารางอักษรสัมพันธ์ใช้ภายในบริษัท (เผยแพร่ครั้งแรกเมื่อปี 2544 ในหนังสือ ‘แบบตัวพิมพ์ไทย’ ของ NECTEC และปรับแก้เป็น ‘ตารางอักษรคล้าย ของ ปริญโรจน์’ ในปี 2560)
เอกลักษณ์เฉพาะตนในการออกแบบ
นักเรียกร้องความสนใจ
“ที่จริงแล้วผมเป็นเพียงนักคิดที่พอจะร่างความคิดเป็น พอจะเขียนคำได้. ผมชอบดูหนังสือรวมโฆษณาสิ่งพิมพ์ฝรั่งที่มักจะสร้างความสนใจด้วยภาพกับพาดหัวที่เสริมแรงกัน ดึงดูดให้กลุ่มเป้าหมายอ่านรายละเอียดแล้วตัดสินใจซื้อ พอดูมากๆ มันก็ซึมซับเอามาใช้ เช่น ทำปกหนังสือ A Bundle of Strength, รวมพลัง น้ำหารสอง, ปฏิทิน ใช้ให้คุ้ม.”
Brandmark ของ ดีบี ก็เป็นอีกหนึ่งตัวอย่างการสร้างความฉงนเพื่อเรียกร้องความสนใจ “ผมสร้างตัวอักษรที่ไม่เคยมีขึ้นมาใหม่จากหลักการตัวผสมในอักษรไทยที่มีอยู่แล้ว เช่น ตัว ณ ที่ผมจำว่าเป็นตัว ถ ผสมกับ น มาตั้งแต่ตอนเริ่มหัดอ่านเขียน ก-ฮ ที่ โรงเรียนเทพอักษร ปทุมวัน. วันทำบุญออฟฟิศใหม่ มีพระรูปนึงเห็น brandmark ดีบี ฟอนต์ บนเสื้อยืดของผมยังสนใจถามว่ามันอ่านว่าอะไรกัน แต่พอสังเกตเห็นมี dbfont ข้างใต้ พระก็ร้อง อ๋อ ดีบี!”
โดยสรุปแล้วเอกลักษณ์งานออกแบบสื่อสารของ ปริญโรจน์ อยู่ที่วิธีการสร้างความน่าสนใจ “งานสื่อสารของผมไม่มีรูปแบบตายตัว อะไรง่ายๆ ก็ทำเอง ถ้าไม่ถนัดก็ร่างให้คนที่เก่งกว่าลงมือทำแทน. แต่ถ้าถามความชอบส่วนตัวด้านรูปแบบแล้วผมชอบรูปทรงเรขาคณิต ทำบ่อยจนเป็นเอกลักษณ์ ไม่ว่า DB Fongnam, DB SaiYart (ต่อยอดมา จาก DB Santipap ที่ได้รางวัล 2005 Typographic Excellence จาก Type Directors Club) หรือสัญลักษณ์ประจำรุ่น เช่น ‘ต.อ. 35’ กับ ‘น้องใหม่จุฬา ๑๗’ ที่ผมช่วยออกแบบให้เพื่อนร่วมสถาบันผมจงใจสร้างบางอักษรให้ดูค่อนข้างคลุมเครือเพื่อเรียกร้องความสนใจ ไม่ได้เน้นความอ่านง่ายเหมือนฟอนต์มาตรฐานที่ผมทำขาย.”
ชิ้นงานที่ภาคภูมิใจ
- Book Cover : Thailand in the 1980's (2524)
- Illustration : In Retrospect (2525)
- Company Profile : A Bundle of Strength (2533)
- Calendar : ใช้ให้คุ้ม (2536)
- Annual Report : PTT Going International (2536)
- Remembrance Book: ประวัติและผลงาน สุรพล เวสารัชเวศย์ (2537)
- Brandmark : DB Font (2545)
- Booklet : รวมพลัง น้ำหารสอง (2546)
- Poster/Typeplay : Long Live the Jazz King (2551)
- Game : OXELI Chess (2553)
- Typeface
- Text : DB Fongnam (2532)
- Display : DB Ozone (2550)
- Vertical Display : DB SaiYart (2558)
- Diagram : ตารางอักษรคล้าย ของ ปริญโรจน์ (2560)
- Pangram : แพนแกรมไทย ของ ปริญโรจน์ (2568)
ต้นทุนทางวัฒนธรรมกับงานออกแบบ
อย่าลืมต้นทุนเชิงนามธรรม
เมื่อพูดถึงต้นทุนทางวัฒนธรรมในงานออกแบบ เรามักนึกถึงต้นทุนเชิงรูปธรรมที่จับต้องได้ เช่น ผ้าไหม หรือตัวอักษรหัวกลม แต่ในความเป็นจริงแล้วเราสามารถสร้างคุณค่าให้กับงานออกแบบได้โดยอาศัยต้นทุนเชิงนามธรรมของไทยมากำกับ.
“ตัวอย่างเช่น ปกรายงานประจำปี ปตท. ปีที่ต้องการแสดงวิสัยทัศน์ ’มุ่งสู่ตลาดสากล’ ผมเลือกวิธีสื่อสารด้วยการถอดลูกโลกออกเหลือแต่แกนกับฐานว่างๆ ถ่ายภาพขึ้นปก ดูแล้ว เอ๊ะ!? ชวนให้คนอยากรู้ พออ่านคำที่พาด Going International ก็ตีความได้ว่าตอนนี้ยังไปไม่ถึงเป้าหมายที่วางไว้นะ แต่กำลังพยายามทำอยู่. ผม pitch ได้งานนี้มาเพราะเลือกวิธีนำเสนอที่ถ่อมตัวแบบคนไทย แล้วมันตรงใจคนตัดสิน.”
“ผมออกแบบ OXELI หมากรุกผสมชุดหนึ่งที่รวมตัวเดินหลักจากหมากหลายกระดานทั่วโลกไว้ด้วยกัน จึงต้องออกแบบสัญลักษณ์บอกวิธีเดินพิมพ์บนตัวหมากรุกให้คนทั่วโลกสื่อสารกันได้ง่าย เวลาตั้งบนกระดานมันบังเอิญดูคล้ายอักษรละตินอ่านเป็น ‘โอเซลิ’ เอามาตั้งชื่อได้พอดี. แต่ความสำคัญมันอยู่ตรงกระดานที่ทำขึ้นเป็นกล่องไม้ขีดง่ายๆ มีช่องเก็บหมากรุกแยกกันอยู่คนละฝั่ง ทำให้เวลาจะเริ่มต้นเล่นทั้งสองฝ่ายต้องผลัดกันดันกล่องพร้อมกล่าวคำว่า ‘เชิญ’ ให้ฝ่ายตรงข้ามหยิบหมากฝั่งของตนเองขึ้นมาตั้งบนกระดาน. นี่เป็นกุศโลบายที่ผมใช้เพื่อแทรกวัฒนธรรมความมีน้ำใจแบบคนไทยเข้าไปในเกม.”